ทำไมเราต้องใส่เครื่องประดับ จำเป็นจริงหรือเปล่า?

AVALON เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะมีการตั้งข้อคำถามนี้ขึ้นมาในใจกันอยู่ไม่น้อยว่าเพราะเหตุใด ทำไมเราจึงต้องใส่เครื่องประดับ เครื่องประดับนั้นมีความจำเป็นจริง ๆ สำหรับเราแล้วหรือเปล่า ด้วยเหตุที่ว่าเครื่องประดับถูกจัดว่าเป็นองค์ประกอบหรือส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ควบคู่ไปกับการแต่งกายของทั้งสุภาพสตรีรวมทั้งสุภาพบุรุษ ไม่ว่าจะเริ่มตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ มาตั้งแต่ยุคอดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ไม่ว่าชนชาติใด ๆ ก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธความงามของเครื่องของประดับไปได้ ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกก็ต่างให้การยอมรับในความสวยงามของเครื่องประดับ เครื่องประดับนั้นมีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายสไตล์ แต่ละชนิดก็มีรูปแบบที่แตกต่างกัน มีให้เลือกมาใช้ใส่กันมากมายด้วยกัน โดยจะขึ้นอยู่ว่าคุณจะเลือกอย่างไร บุคคลที่สวมใส่เครื่องประดับจะเป็นคนลักษณะไหนหรือบุคลิกเป็นแบบใดให้เข้าบุคลิกของคุณและชุดที่คุณสวมใส่ เพราะก็ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยความงามเพียงเท่านั้น หากแต่ว่าเครื่องประดับร่างกายมนุษย์ก็ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงฐานะในสังคมของคนยุคปัจจุบันและความพึงพอใจของผู้ส่วมใส่ใช้เป็นประติมากรรมได้อีกด้วยเช่นกัน ซึ่งแฝงอยู่กับศิลปกรรมอื่น ๆ เป็นเครื่องประดับตกแต่งศิลปสถานและศิลปวัตถุให้เกิดคุณค่าความงามทั้งทางกายและจิตใจ  เครื่องประดับอาจจะนำมาจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ด้วยกัน คือ เครื่องประดับพวกอัญมณีและเครื่องตกแต่งที่ทำมาจากผ้าหรือของใช้ในการแต่งกาย เช่น ถุงมือหรือกระเป๋า เรียกโดยรวมเรียกว่า Accessories ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับของสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งช่วยเสริมสร้างให้บุคลิกภาพของผู้สวมใส่ดูดีหรือน่ามอง มีเสน่ห์ น่าเลื่อมใส หรือน่าคบหาสมาคมด้วย เครื่องประดับจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ของคุณมากขึ้น เครื่องประดับเสริมแต่งรูปกายภายนอกให้ผู้สวมใส่ดูดีได้ มีเสน่ห์ให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็น อย่างเช่นสุภาษิตสำนวนไทยที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง นั่นเอง เครื่องประดับทำให้สุภาพสตรีดูสวย ดูสง่างามเข้ากันกับชุดที่สวมใส่ ความมั่นใจในตัวเองจะเกิดขึ้นจากความรักตัวเองอยากให้ตัวเองสวยหรือภาคภูมิใจในตัวเองเครื่องประดับที่ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงแต่มีความเหมาะสมและความพอดีในการเลือกเครื่องประดับ มีความสำคัญที่มากกว่าราคาเสียอีก โดยการเลือกเครื่องประดับควรเลือกอัญมณีที่ดูแลรักษาง่ายใช้ได้ในหลาย ๆ โอกาส ถ้าหากเครื่องประดับทำมาจากเพชรหรือพลอยก็ควรเลือกแบบที่จะไม่ล้าสมัยเร็วจนเกินไป สำหรับคุณผู้หญิงอาจพิจารณาการใช้ต่างหู แหวน เข็มกลัด หรือเพิ่มเติมด้วยกำไลข้อมือที่ดูโดยรวมแล้วไม่มากจนเกินพอดี สำหรับคุณผู้ชายก็อาจจะใช้ที่กลัดเน็คไทที่ใช้เพชรหรือพลอยเป็นเครื่องประดับโดยเน้นแบบสุขุม เรียบง่าย รวมทั้งกระดุมกลัดแขนเสื้อที่สามารถเลือกได้หลายแบบในโอกาสต่าง ๆ กันไป…

Details

ทองคำขาว กับ ทองขาว ต่างกันอย่างไร?

หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยมีข้อสงสัยว่าทองขาวและทองคำขาวแตกต่างกันอย่างไร แต่บางท่านก็อาจจะไม่เคยสงสัยในเรื่องนี้ เพียงแต่คิดว่ามันก็น่าจะเป็นทองสีขาวเหมือน ๆ กัน แต่รู้แล้วหรือไม่ว่า ทองและทองขาวไม่ใช่สิ่งเดียวกันเลย วันนี้ AVALON จึงจะพาทุกท่านมาคลายข้อสงสัยนี้กัน คนส่วนใหญ่มักใช้คำเรียกติดปากสำหรับทองที่มีสีขาวว่า ทองคำขาว แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ตามหลักที่ถูกต้องแล้วนั้น ทองที่มีสีขาวจะต้องถูกเรียกว่า “ทองขาว” ส่วนทองคำขาวนั้นจริง ๆ แล้วคือ  “แพลตตินั่ม” นั่นเอง เรามาเริ่มทำความรู้จักกันที่ “ทองขาว” กันก่อนจะดีกว่า โดยทองขาวนั้นมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า  “White Gold” ทองขาว คือโลหะผสมกันระหว่างทองคำและโลหะสีขาว เช่น เงิน และแพลเลเดียม ส่วนสัดส่วนปริมาณจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของทองขาว เช่น ทองขาว 18 เค (18K White gold) ก็จะหมายถึงทองคำ 75% รวมกับเงินและแพลเลเดียม (โลหะที่มีสีขาวและสีเงิน) อีก 25%  มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะมีคำถามว่าแล้วทำไมถึงไม่ใช้ทอง 100% ไปเลยล่ะ? ซึ่งคำตอบก็คือ ทองคำ 100% นั้นมีความอ่อนนุ่มและไม่มีความแข็งแรงพอที่จะประกอบขึ้นเป็นตัวเรือนของแหวนหรือนำไปแปลสภาพเป็นเครื่องประดับอื่น ๆ ได้ จึงทำให้แม้แต่แหวนหรือเครื่องประดับที่ไม่ว่าจะเป็นสีทอง สีชมพู หรือสีขาวก็จะต้องมีแร่ธาตุอื่น ๆ…

Details

ไม่อยากให้เครื่องประดับสุดหวงลอกหรือดำต้องทำยังไง?

เครื่องประดับชุบทองไมครอน ทองคำขาว โรเดียม และโรสโกลด์ คืออะไร เครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นแหวน สร้อยคอ หรือกำไล ส่วนใหญ่ต้องผ่านกระบวนการชุบหรือเคลือบผิวโลหะเพื่อความสวยงามและคงทนต่อการใช้งาน การชุบด้วยทองไมครอน ทองคำขาว โรเดียม และโรสโกลด์ คือ   ความนิยมของตลาดหรือความต้องการของลูกค้า กระบวนการชุบมีเทคนิคจากประสบการณ์ของแต่ละคน  การชุบต้องชุบด้วยไฟฟ้า มีอุปกรณ์นำสื่อกระแสไฟฟ้าเพื่อเคลือบผิวนอกของเนื้อโลหะ หรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าตัวเรือนเครื่องประดับ เพื่อให้ได้มาซึ่งสีตามที่เราต้องการ การชุบเครื่องประดับมีประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงต้องชุบ การชุบเครื่องประดับมีข้อดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ชิ้นงานดูสวยงามแวววาวขึ้นสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดการแพ้ที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้เครื่องประดับไม่หมองหรือไม่เก่าไวจนเกินไป และรวมไปถึงยังจะช่วยให้ได้สีวัสดุสวยงามในต้นทุนที่ถูกลง เช่น วัสดุทองหรือโรสโกลด์ จากในราคาหลักหมื่นก็อาจจะเหลือถึงราคาหลักร้อยถึงพัน โดยจะขึ้นอยู่กับตัวเรือนที่นำมาใช้ชุบ ถ้าตัวเรือนเป็นเงินแท้ก็อาจจะอยู่ในราคาหลักพัน แต่ถ้าเป็นตัวเรือนเป็นทองแดงหรือโลหะผสมก็จะอยู่ที่หลักร้อยบาท ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับลวดลาย รูปแบบและเพชร พลอยหรือที่ประดับด้วย ชุบเครื่องประดับแล้วจะลอกหรือจะดำไหม ถ้าหากว่าสีภายนอกของเครื่องประดับเกิดไปโดนถูกขีดข่วนหรือไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดนถูกสารเคมีก็สามารถลอกออกได้ โดยเราจะสังเกตเห็นเป็นสีเนื้อภายใน เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อเราจะใส่เครื่องประดับจึงต้องมีความระมัดระวังกันบ้าง แต่ถ้าหากว่าเครื่องประดับชิ้นนั้นใช้กระบวนการชุบที่หนาพิเศษแล้ว ก็จะเป็นตัวช่วยให้เครื่องประดับมีความสวยงามทนทานนานขึ้นกว่าปกติ และจะไม่ทิ้งคราบเขียวหรือหลุดลอกออกมาเป็นแผ่น ๆ แต่จะค่อย ๆ จางลงออกไปตาม ระยะเวลาและลักษณะของการใช้งาน ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้าหากว่าเรามีการใช้งานอย่างถะนุถนอม เครื่องประดับของเราก็จะสามารถมีอายุของการใช้งานมากกว่า 6 เดือน ถึง 1 ปีได้      เครื่องประดับที่มีสีทอง สีโรสโกลด์หรือสีอื่น ๆ ที่ไม่ตรงกับสีวัสดุ แล้วนำไปชุบไม่ว่าจะด้วยกระบวนการใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะยังไงก็สามารถเกิดการหลุดลอกหรือสีจางได้เช่นกัน เพียงแต่ในบางครั้งอาจจะไม่หลุดลอกออกมาเป็นแผ่น…

Details

11 รูปทรงพลอย

อัญมณีรูปทรงต่าง ๆ หลังจากผ่านการเจียระไนแล้ว ซึ่งจากรูปแบบการเจียระไนทั้ง 7 แบบ  https://avalonjewel.com/7-รูปแบบการเจียระไนพลอย/ ตามที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ก็เกิดเป็นอัญมณีรูปทรงต่าง ๆ อาทิเช่น รูปทรงกลมเหลี่ยมเกสร  (Round Brilliant) ถือเป็นรูปทรงที่นิยมกันมากที่สุด โดยการเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสรจะทำให้เพชรแลดูมีเหลี่ยมมุม ประกายแวววาวในมุมต่าง ๆ โดยมี 57 หรือ 58 เหลี่ยม ทำให้รูปทรง Round Brilliant Cut เป็นรูปทรงเพชรที่สวยงามที่สุด  และได้รับความนิยมมากที่สุด  โดยแบ่งเป็น crown (top), girdle และ pavilion (base) เป็นรูปทรงที่มั่นใจได้ว่าจะให้การสะท้อนแวววาวเป็นที่สุด จึงถือเป็นเพชรที่มีรูปทรงแบบมาตรฐาน อีกทั้งยังสะท้อนถึงความต่อเนื่องอันเป็นนิรันดร์ จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของแหวนหมั้นและแหวนแต่งงาน 2.  รูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต(Emerald Cut)  เป็นเพชรหน้าสี่เหลี่ยมจัตตุรัสที่เจียระไนตัดมุมทั้งสี่ด้านโดยเจียระไนด้านข้างเป็นขั้นบันได ซึ่งการเจียระไนแบบ emerald จะมีราคาค่อนข้างสูงในเพชรเพราะมีรูปทรงที่สวยงามและหน้า Table จะดูกว้าง ทำให้ดูดียิ่งขึ้นอีก จุดเด่นของเพชรรูปทรงนี้คือเป็นเพชรที่เกิดขึ้นพร้อมกับศิลปะ art deco โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการเจียระไนมรกต 3. รูปทรงบาร์เกต  (Baguette Cut) รูปทรง Baguette หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า นีออน (Neon) เป็นเพชรรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตระกูลเดียวกับ Emerald จะแตกต่างกันที่เหลี่ยมของเพชรที่ถูกเจียระไนมีน้อยกว่า ความสวยงามเล่นไฟ จึงน้อยกว่าเพชรทั่วไป 4. รูปทรงจตุรัส  (Princess Cut)  รูปทรงจตุรัส หรือนิยมเรียกกันว่า…

Details

7 รูปแบบการเจียระไนพลอย

รูปแบบการเจียระไนพลอยหรืออัญมณีในแบบต่าง ๆ รูปทรงต่าง ๆ ของอัญมณีในเครื่องประดับที่มีให้เราได้พบเห็นกันนั้นมีหลายรูปร่างรูปทรง ไม่ว่าจะเป็นทั้งทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยม ทรงหัวใจ หรือรูปทรงหยดน้ำ ซึ่งแต่ละรูปทรงของอัญมณีนั้นล้วนเกิดจากรูปแบบการเจียระไนในแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยการเจียระไนถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญและมีผลต่อความสวยความงามและการเพิ่มมูลค่าของอัญมณีได้เช่นกัน เนื่องมาจากว่านอกจากจะต้องคำนึงถึงรูปร่างและรูปทรงโดยรวมทั้งหมดของอัญมณี เพชรพลอยเม็ดนั้น ๆ แล้ว ยังต้องคิดคำนึงด้วยว่าจะต้องเจียระไนอัญมณีออกมาอย่างไรเพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้องการทั้งสัดส่วน (proportions) ทั้งการขัดผิว (finish) และทั้งความสมมาตร (symmetry) เพชรที่ผ่านการเจียระไนแล้วจะให้การสะท้อนแสงไฟ เกิดประกายและความระยิบระยับที่ดี โดยรูปทรงต่าง ๆ ของการเจียระไนอัญมณีที่เราสามารถพบเห็นกันได้บ่อย ๆ ตามเครื่องประดับต่าง ๆ นั้น ส่วนใหญ่จะหยิบยกรูปแบบของรูปทรงเรขาคณิตมาประยุกต์ใช้กัน ย้อนไปในช่วงคริสศตวรรษที่ 14 มนุษย์ในยุคสมัยนั้นเริ่มรู้จักการนำเอาอัญมณีหรือหินสีมาทำการฝนและขัดมันให้เกิดเป็นรูปร่างทรงกลมหรือที่เรียกกันว่า ลูกปัด ซึ่งต่อมามนุษย์ก็ได้รู้จักการตัด ฝนและขัดตัวอัญมณีหรือหินสีให้เกิดเป็นรูปทรงโค้งคล้ายหลังเต่า แต่พอเริ่มเข้ามาในคริสตศักราชที่ 1450 ก็เริ่มมีการเจียระไนเพชรและมีรูปแบบต่างๆที่เพิ่มมากขึ้นมาอย่างหลากหลาย หลายร้อยปีต่อมา จนกระทั่งเข้าคริสตศักราชที่ 1920 การเจียระไนก็เริ่มมีการประยุกต์ใช้เทคนิคการเจียระไนเพชรไปใช้ในการเจียระไนพลอยสีด้วย และในปัจจุบันพลอยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทับทิม แซฟไฟร์ มรกตและอัญมณีมีค่าอื่น ๆ ก็มีรูปแบบการเจียระไนอัญมณีที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งเพชรและพลอยจะมีรูปแบบหลัก ๆ อยู่ทั้งหมด  7 รูปแบบด้วยกัน ดังนี้ รูปแบบการเจียระไนอัญมณี แบบที่มีการเจียระไนเป็นเหลี่ยมชั้น ๆ หรือแบบ Step-cuts …

Details

หินสีนำโชคต้องหินแท้เท่านั้น อย่าพลาด 13 วิธีดูหินแท้หินปลอม

หินสีที่มีการวางจำหน่ายอยู่ทั้งในท้องตลาดและตามร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ ในขณะนี้ มีทั้งหินสีมาจากธรรมชาติที่เป็นทั้งของจริง รวมไปถึงหินสีปลอมที่ทำมาจากแก้ว เรซิ่น และพลาสติก มาจำหน่ายปะปนกันไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วผู้ซื้อจึงจะต้องมีความรู้ให้เท่าทันกับผู้ขาย และสามารถที่จะแยกแยะให้ได้ก่อนว่าหินสีอันไหนที่เป็นหินสีของจริงหรือของปลอมกันแน่ หินสีนำโชคที่เคยเป็นความเชื่อในสมัยโบราณ ปัจจุบันนี่ได้กลายมาเป็นกระแสอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเหล่าดาราดังสวมใส่ ยิ่งทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้น แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าแล้วหินแบบไหนคือของแท้ และจะสามารถมั่นใจได้อย่างไรว่าหินนั้นมีพลังเสริมดวงชะตาได้จริง ๆโดยเรื่องราวของหินสีนำโชคนั้น มีที่มาจากศาสตร์ของจีนโบราณแขนงหนึ่ง ที่ได้มีการใช้หินเพื่อใช้ในการบำบัดโรคมานานแล้ว อีกทั้งในอียิปต์โบราณ กรีก และประเทศในเอเชียตะวันออกหลายประเทศ ก็มีหลักฐานมาสนับสนุนถึงการนำหินมาใช้ในการรักษาโรค โดยมีหลักฐานเก่าแก่ที่กล่าวอ้างถึงการรักษาสุขภาพ ปรากฏอยู่บนกระดาษปาปิรุสของอียิปต์ที่มีอายุราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล โดยเขียนถึงการรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีวิธีการใช้หินและรัตนชาติเพื่อใช้ในการบำบัดรักษาโรครวมอยู่ด้วย รวมทั้งการใช้หินเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอาง ยกตัวอย่างอย่างเช่น พระนางคลีโอพัตราที่นิยมนำหินสีเขียวมาบดละเอียดทำเครื่องสำอางเปลือกหิน เป็นต้น ส่วนชาวตะวันตกเมื่อพูดถึงหิน จะหมายความรวมไปถึงเพชรด้วย แต่สำหรับประเทศไทยมักจะแบ่งลักษณะความมีค่าออกเป็นเป็นหินรัตนชาติและความนิยม ซึ่งความนิยมของหินจะขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละประเทศ อย่างในประเทศเปรูจะนิยมหินสีดำที่ได้จากพื้นดินที่ดำสนิทเท่านั้น ซึ่งมีความหมายถึงความมั่นคงของประเทศชาติ ลักษณะของหินที่ว่าจะมีลักษณะที่คล้ายกับหินภูเขาไฟ หากยิ่งมีรูพรุน มีการกัดเซาะของน้ำและลม จะยิ่งสื่อถึงความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมของประเทศ โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมนำมาใช้ในการรักษาโรค รวมทั้งเป็นเครื่องประดับ หรือในบางรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็จะมองว่าเทอร์คอยซ์เป็นผืนฟ้า เป็นต้น ในอดีตสมัยโบราณ หินเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานภาพของผู้สวมใส่ว่าอยู่ในระดับใด อย่างที่ประเทศธิเบต จะมีหินอยู่ 3 ชนิดที่ใครมีไว้ในครอบครอง จะหมายถึงการเป็นผู้ที่มีสถานภาพทางสังคมที่สูง (ในระดับเสนาบดีขึ้นไป)…

Details

ทับทิมสยาม กับ ทับทิมพม่า ต่างกันอย่างไร?

ทับทิม (Ruby) เป็นแร่คอรันดัมตระกูลเดียวกับไพลิน (Sapphire) ซึ่งมีระดับความแข็งระดับ 9 ตามมาตราโมห์ สเกล (Mohs scale) โดยเป็นรองเพียงแค่เพชรเท่านั้น ทับทิมจะมีสีแดงจนถึงแดงออกม่วง ทับทิมจะมีสีแดงมากหรือน้อยก็จะขึ้นอยู่กับปริมาณของธาตุโครเมียมนี้เอง อย่างสีที่เป็นเป็นที่นิยมมากที่สุดคือสีแดงเลือดนกพิราบ (pigeon’s blood) ทับทิมเป็นอัญมณีสีแดงที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าเป็นอย่างมากจนถึงกับได้รับการเชิดชูให้เป็นราชาแห่งอัญมณี และยังมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตและความเชื่อโบราณของผู้คนมาตั้งแต่อดีต โดยเชื่อกันว่าสีแดงของทับทิมนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่สามารถปกป้องผู้สวมใส่จากสิ่งอันตรายชั่วร้ายต่าง ๆ นอกจากนี้ในวัฒนธรรมจีนซึ่งเป็นความเชื่อกันมายาวนานนับหลายพันปีว่าสีแดงหรือสีมงคลนี้ เป็นอัญมณีที่จะนำพาโชคลาภมาสู่ผู้เป็นเจ้าของทับทิม คำว่า Ruby มีรากศัพท์มาจากคำว่า “Ruber” ในภาษาละติน ซึ่งมีรูปเดิมมาจากคำว่า “Rubinus” แปลว่า สีแดง ทับทิมเป็นอัญมณีที่พบได้ในแหล่งต่าง ๆ มากมายทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นในเขตประเทศแอฟริกา พม่า เวียดนาม ปากีสถาน รวมถึงประเทศไทยด้วย ทับทิมไทย หรือทับทิมสยาม เป็นทับทิมที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “ทับทิมสยาม” นั้นจะมีสีแดงเข้มแกมม่วงหรือส้มเล็กน้อย จะถูกค้นพบมากในจังหวัดจันทบุรี ตราดและกาญจนบุรี  ซึ่งลักษณะเด่นของทับทิมสยามนั้นจะประกอบไปด้วยผลึกภายในซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า “ดาวเสาร์ หรือ Saturn” คือผลึกนั้นจะเรียงรายกันเป็นแผ่นและมีผลึกตรงกลางคล้ายดาวเสาร์ ภายในเนื้อของทับทิมสยามจะมี “ลายนิ้วมือหรือ Figure print” แต่ในขณะที่ทับทิมประดิษฐ์หรือทับทิมปลอมจะไม่มีลายนิ้วมือดังกล่าวอยู่ แต่ทว่าภายในจะมีลักษณะเป็นฟองอากาศแทน ตัวทับทิมสยามนั้นจะมีเนื้อที่เนียนละเอียด สว่าง ใส และสะอาดคล้ายแก้ว ไม่มีรอยขูดขีดเวลานำมาทำตัวเรือนประกอบแต่อย่างใด รวมไปถึงทับทิมสยามมีความแข็งแกร่งสูงกว่าทับทิมที่มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศอื่น ๆ ซึ่งเมื่อนำมาทำการเผาด้วยความร้อนระดับเดียวกันทับทิมสยามมีโอกาสแตกหรือลั่นน้อยกว่ามาก ทับทิมสยามมีเฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราดและกาญจนบุรีของไทย ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เองที่ทำให้ทับทิมสยามถูกจัดว่าเป็นทับทิมอันดับ 1 ของโลก และมีราคาสูงกว่าทับทิมจากประเทศอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัดเจน ทับทิมพม่า ทับทิมพม่าจากประเทศพม่าซึ่งเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทับทิมพม่าส่วนใหญ่มาจากหัวเมืองรอบ ๆ…

Details

14 การเจียระไนเพชรมีอะไรบ้าง

เมื่อมีการค้นพบเพชรดิบขึ้นมา ขั้นตอนสำคัญต่อจากนั้นก็คือการนำเพชรนั้นมาทำการเจียระไนต่อไป ซึ่งการเจียระไนเพชร คือการทำให้เพชรเกิดรูปทรงสวยงาม เกิดประกายหักเหและสะท้อนแสงออกมาได้อย่างมากที่สุด แต่ก็จะต้องรักษาน้ำหนักเพชรให้เหลืออยู่มากที่สุดด้วยเช่นกัน ซึ่งการเจียระไนแบบดั้งเดิมคือการเจียระไนเพชรเป็นทรงที่เรียกว่าทรงกลมเหลี่ยมเกสร ซึ่งทำให้เกิดเหลี่ยมมุมสะท้อนแสงรอบตัว แต่ในปัจจุบันมีการเจียระไนเพชรให้มีรูปทรงและรูปแบบที่หลากหลาย ถึงแม้ว่าจะมีผลทำให้เหลี่ยมมุมลดน้อยลงและประกายแสงลดลงแล้วแต่ก็ยังถูกชดเชยได้ด้วยรูปแบบที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น ทำให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้สวมใส่มากขึ้น นั่นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเจียระไนเพชร มีการเจียระไนออกมาในหลากหลายรูปแบบ ทำให้รูปทรงของเพชรก็มีมากมายด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าที่เราจึงควรมาทำความรู้จักและเรียนรู้ความแตกต่างของเพชรรูปทรงต่าง ๆ นี้ เพื่อให้ท่านสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกได้ว่าแหวนเพชร แหวนหมั้น แหวนแต่งงานของท่านนั้น ควรที่จะใช้เพชรรูปทรงไหนที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของท่านและเหมาะสมกับตัวของท่านมากที่สุดโดยในปัจจุบันนั้นมีรูปทรงเพชรที่ได้รับความนิยมทั้งหมด 14 ประเภทดังต่อไปนี้ 1. เพชรรูปกลมเหลี่ยมเกสร (Round Shape : Brilliant Cut) เพชรรูปทรงกลมถือได้ว่าเป็นรูปทรงแบบดั้งเดิมและได้รับความนิยมมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ 80% ของการเจียระไนเพชรทั้งหมดเป็นการเจียระไนเพชรออกมาในรูปทรงกลมนี้ ลักษณะเด่นของเพชรรูปทรงกลม คือการเจียระไนแบบ Brilliant Cut* เพชรจึงมีประกายไฟมากที่สุดเมื่อกระทบกับแสงไฟ และมีมาตรฐานราคาที่ชัดเจนเป็นของตัวเองซึ่งจะแตกต่างจากเพชรรูปทรงอื่นๆ ทำให้เกิดการซื้อง่าย ขายคล่อง ในตลาดโลก นอกจากนี้แล้วยังใช้ได้ในหลายโอกาสเพราะสามารถเข้ากับชุดกับเครื่องประดับต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งถือเป็นรูปแบบดั้งเดิมของการเจียระไนเพชรและเป็นรูปแบบที่คนทั่วไปรู้จักและจดจำได้มากที่สุด โดยมีด้านบนป้านใหญ่เกือบจะเป็นครึ่งวงกลม และด้านล่างแหลมเป็นกรวย รูปทรงแบบนี้ประกายของเพชรจะสะท้อนออกมาได้มากที่สุด สาเหตุหนึ่งทำให้เพชรกลมเหลี่ยมเกสรเป็นที่นิยมมากที่สุดก็เนื่องมาจากเป็นเพชรแบบมาตรฐาน สามารถทำการซื้อขายได้โดยง่ายและสะดวก ราคาซื้อกับราคาขายจะมีช่วงห่างกันน้อยที่สุดในบรรดาเพชรรูปทรงอื่น รวมทั้งยังใช้ได้หลายโอกาสและจัดเข้าชุดกับเครื่องประดับต่างๆ ได้ง่ายกว่ารูปทรงอื่น ๆ อีกด้วย เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี้เองที่ร้านค้าเพชรส่วนใหญ่มักจะมีเพชรกลมเหลี่ยมเกสรเป็นสินค้ามาตรฐาน *Brilliant Cut คือ เพชรที่ได้รับการเจียระไนมากกว่า 50 เหลี่ยม (อยู่ที่ประมาณ 56-59 เหลี่ยม) ทำให้สามารถสะท้อนกับแสงไฟได้อย่างสวยงาม 2. เพชรรูปไข่ (Oval Shape) การเจียระไนอัญมณีเป็นรูปไข่ เดิมนิยมใช้กับพลอย ไพลิน และทับทิม อันเนื่องมาจากเนื้อพลอยตัดง่ายกว่าเพชร จนกระทั่งในศตวรรษที่ 20 เทคนิคการเจียระไนได้รับการพัฒนามากขึ้น จึงเริ่มมีการเจียระไนในรูปไข่ ซึ่งแสดงหน้าเพชรได้ถึง 58 หน้าเช่นเดียวกับรูปกลมเหลี่ยมเกสร เพชรรูปไข่สะท้อนความเรียบ ความอ่อนหวานและความหรูหรา จึงนับเป็นเพชรที่ได้รับความนิยมในลำดับรองลงมา รูปทรงรูปไข่ ใช้การเจียระไนแบบเดียวกับเพชรรูปทรงกลม แสดงหน้าเพชรได้ถึง 58 หน้า ทำให้ได้ประกายไฟที่สวยงาม แต่ด้วยรูปทรงที่ยาวอาจจะทำให้การเล่นไฟไม่ทั่วทั้งเม็ดเหมือนทรงกลม หรือเรียกอีกอย่างว่าเกิด Bow tie และด้วยลักษณะของเพชรที่เป็นวงรี ทำให้เพชรจะดูใหญ่กว่ารูปทรงอื่น ๆ เมื่อเทียบกับเพชรน้ำหนักเดียวกัน จึงทำให้เพชรรูปทรงรูปไข่นี้ก็เป็นที่นิยมในระดับต้น ๆ เช่นเดียวกัน 3. เพชรรูปหัวใจ (Heart Shape) เพชรรูปหัวใจ จัดอยู่ในกลุ่มเพชรแฟนซีคัต ซึ่งประกอบด้วยเพชรรูปหัวใจ รูปหยดน้ำ รูปสี่เหลี่ยม และรูปมาคีส์ ซึ่งนอกจากกลุ่มนี้แล้วในบรรดาเพชรแฟนซีคัตก็จะมีรูปทรงอีกหลากหลายตั้งแต่รูปว่าว ทรงตัด ต้นสน หัวม้า และรูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งในกลุ่มเพชรแฟนซีคัดนี้เพชรรูปหัวใจจะได้รับความนิยมสูงที่สุด แต่ต้นทุนในการผลิตก็สูงที่สุดเช่นกัน เพราะการเจียระไนจะต้องแล้วแต่ขึ้นอยู่กับขนาดเพชรที่ต่าง ๆ กัน  บางครั้งก็อาจเจียระไนออกมาได้หัวใจอ้วน หัวใจยาว ตามขนาดเพชรที่นำมาเจียระไน โดยทั่วไปเพชรรูปหัวใจ ไฟและเหลี่ยมของเพชรจะไม่แวววาวเท่าเพชรกลม เพชรรูปทรงหัวใจ เป็นเพชรรูปทรงเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรัก การเจียระไนของเพชรรูปทรงนี้ดัดแปลงจากเพชรรูปทรงหยดน้ำโดยแต่งเติมที่บนยอดหยดน้ำให้เป็นรอยเว้าที่ทำให้เกิดเป็นรูปหัวใจ ซึ่งต้องใช้ความชำนาญของช่างที่ต้องคำนวณให้แม่นยำ จึงจะทำให้ได้รูปหัวใจที่ได้สัดส่วนสวยงาม การเจียระไนรูปทรงพิเศษนี้ เจียระไนแบบ Modified Brilliant Cut ทำให้มีประกายไฟที่ระยิบระยับ เหมือนกับเพชรรูปทรงกลม แต่ประกายไฟจะน้อยกว่าเนื่องจากรูปทรงที่แตกต่างกัน 4. เพชรรูปหยดน้ำ (Pear Shape) เพชรรูปหยดน้ำหรือแพร์เชฟ เป็นเพชรรูปทรงธรรมชาติ เป็นเพชรอีกทรงที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นรูปทรงที่ดูเรียบ ๆ ที่เข้าตัวเรือนได้ง่าย ไม่หวือหวา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับชนิดใด จึงทำให้เป็นรูปทรงที่ได้รับความนิยมในอันดับต้น ๆ เช่นกัน เพชรรูปทรงหยดน้ำนี้ได้รับการเจียระไนแบบ Brilliant Cut ลักษณะเฉพาะคือ ด้านหนึ่งแหลมส่วนอีกด้านหนึ่งจะโค้งมน ซึ่งเป็นการเจียระไนผสมผสานกันระหว่างรูปทรงมาคีส์และรูปทรงไข่ ด้วยรูปทรงที่มีลักษณะเหมือนหยดน้ำนี้ ส่วนใหญ่รูปทรงนี้จึงนิยมถูกนำไปทำต่างหูหรือจี้มากกว่าทำการแหวนเพชร 5. เพชรรูปสี่เหลี่ยมหรือเพชรรูปสี่เหลี่ยมพรินเซสส์ (Princess Cut) เพชรทรงสี่เหลี่ยมซึ่งมีส่วนบนราบเรียบและรอบข้างสี่เหลี่ยมนี้ได้รับการออกแบบในปีค.ศ. 1961 โดย Arpad Nagy เพชรรูปสี่เหลี่ยมมีหน้าเพชรระหว่าง 49-144 หน้า เป็นเพชรที่เหมาะกับสุภาพบุรุษโดยเฉพาะ เนื่อจากสะท้อนความมีรูปแบบกฎเกณฑ์ โดยจะมีข้อที่น่าสังเกตคือเพชรสี่เหลี่ยม พริ้นเซสคัต จะมีอัตราค่าแรงในการเจียระไนค่อนข้างสูง เครื่องประดับชิ้นไหนถ้าเรียงด้วยเพชรพริ้นเซสคัต ราคาจะสูงกว่าเพชรกลมเหลี่ยมเกสรเมื่อเปรียบเทียบกันในขนาดและน้ำหนักเพชรเท่ากัน เพชรรูปทรงปริ้นเซสมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุมแหลมทั้ง 4 มุม ทำให้เครื่องประดับที่ใช้เพชรรูปทรงนี้เป็นองค์ประกอบทันสมัยกว่ารูปทรงอื่น และได้รับความนิยมรองจากเพชรรูปทรงกลมแต่มีประกายระยิบระยับจะมีไม่มากเท่ากับทรงกลม เพราะใช้การเจียระไนแบบBrilliant cut เหมือนกัน หรือมีชื่อเรียกเฉพาะว่า Square modified brilliant และมีหน้าเพชรอยู่ที่ 49-144 หน้า ซึ่งรูปทรงนี้จะนิยมมากในการทำแหวนเพชร แหวนหมั้น แหวนแต่งงานสำหรับคุณผู้ชาย 6. เพชรรูปสี่เหลี่ยมมรกต (Emerald Shape) เพชรรูปทรงนี้เกิดขึ้นมาพร้อมกับศิลปะ art deco โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการเจียระไนมรกต ด้วยหน้าเพชรที่ลดหลั่นกัน รูปทรงนี้จะไม่ส่องประกายระยิบระยับ แต่จะให้ประกายที่สว่างใสได้มากกว่าการเจียระไนแบบอื่น ๆ 7. เพชรรูปมาร์คีส์ (Marquise Shape) เพชรทรงมาคีส์หรือเพชรทรงเมล็ดข้าวสาร เป็นเพชรที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการเจียระไนเป็นพิเศษ ค่าแรงจึงสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มเพชรแฟนซี เพชรทรงมาคีส์จะเหมือนเพชรทรงกลมที่ยืดตัวออกเป็นมุมแหลมในแนวตั้ง ในขณะเดียวกันก็เหมือนเพชรรูปไข่หรือเพชรรูปสี่เหลี่ยมที่เอามาตัดมุมออกและเป็นเพชรหยดน้ำที่เอามาต่อมุมด้านล่าง ความแปลกของรูปทรงมาคีส์ทำให้มาคีส์เป็นทรงเพชรที่ติดอันดับความนิยมเสมอมา แม้จะไม่อยู่ในอันดับต้นแต่ก็มีผู้นิยมไม่น้อย เพชรรูปทรงมาคีส์ ลักษณะของรูปทรงนี้จะเหมือนเมล็ดข้าวสาร หรือดวงตา จึงทำให้รูปทรงนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และทำให้ดูโดดเด่นมาก ในส่วนของการเจียระไนเป็นการเจียระไนแบบ Brilliant Cut เช่นเดียวกับรูปทรงกลมทำให้มีความระยิบระยับไม่แพ้กัน และด้วยความดูใหญ่เมื่อเทียบกับน้ำหนักและราคาของเพชรรูปทรงมาคีส์ กับรูปทรงอื่นๆ ทำให้หลายๆท่านสนใจเพชรรูปทรงนี้ไม่น้อยไปกว่าเพชรรูปทรงอื่น ๆ 8. เพชรทรงเรเดียนส์ (Radiant Cut) ซึ่งเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมมรกตแต่มีการเจียระไนทีเพิ่มเหลี่ยมมากขึ้น ทำให้เพชรส่องประกายมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการมีความคิดอิสระและความสร้างสรรค์ รูปทรงเพชรแต่ละประเภทก็สะท้อนความหมายที่แตกต่างกันออกไป นับเป็นความหลากหลายของเพชรซึ่งเป็นอัญมณีอันดับหนึ่งที่ทั้งโลกต่างให้การยอมรับและยกย่อง  9. เพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต (Emerald Cut Diamond) เพชรรูปนี้ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เจียระไนแบบ Step Cut หรือแบบขั้นบันได และมุมแหลมทั้ง 4 ด้านถูกตัดออก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเจียระไนมรกต เราจึงเรียกรูปทรงนี้ว่า “รูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต” เพชรรูปทรงนี้ให้ประกายระยิบระยับไม่เท่ารูปทรงกลม แต่จะให้ประกายที่สว่างใสมากกว่ารูปทรงอื่นๆ และเนื่องจากเพชรมีหน้า table ค่อนข้างใหญ่ หากเพชรมีตำหนิจะทำให้มองเห็นได้ง่ายกว่ารูปทรงอื่นๆ และสีของเพชรที่เห็นจากเหลี่ยมต่างๆจะมีความแตกต่างกัน 10. เพชรรูปทรงกลมเหลี่ยมขั้นบันใด (Asscher…

Details

8 รูปทรง 8 ความหมาย เลือกเพชรให้เหมาะกับคุณ

เพชรที่สวยงามเมื่อได้นำมาประดับอยู่บนตัวเรือนแหวนแล้วนั้น จะทำให้เกิดเป็นเครื่องประดับที่สวยงามและล้ำค่า การเจียระไนเพชรของช่างนิยมทำรูปทรงของเพชรแตกต่างกันออกไป แต่ละรูปทรงก็มีความหมายอยู่ภายในตัวที่ต่าง ๆ กัน ใครหลายท่านที่กำลังเลือกเครื่องประดับเพชรสักชิ้นมาจับจองเพื่อเป็นเจ้าของ ก็คงต้องอยากที่จะทราบถึงความหมายที่ดีของรูปทรงเพชรในแต่ละรูปทรง ซึ่งจะมีความหมาย ดังนี้ 1. เพชรทรงกลมเหลี่ยมเกสร หรือ Round Shape รูปทรงเพชรแบบเหลี่ยมเกสรที่มีทรงกลมนับเป็นรูปทรงของเพชรที่คลาสสิคและมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ที่หน้าตัดจะมีทรงกลมและโค้งป้านลงมาในองศาครึ่งวงกลมจากนั้นจะเรียงลงเป็นโคนหากท่านใดที่ต้องการเพชรที่เป็นประกายต้องแสงมากที่สุด AVALON ขอแนะนำเพชรทรงนี้ความหมายของเพชรทรงเหลี่ยมเกสรคือความรักนิรันทร์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ความสมบูรณ์แบบ จึงนิยมนำมาใช้ประดับบนเรือนแหวนหมั้นเป็นพิเศษ 2. เพชรทรงมาร์คีส์ หรือ Marquise Shape เพชรทรงนี้จะมีรูปทรงเหมือนเมล็ดข้าว คือมีหัวและท้ายเรียวบานออกในช่วงกลางเป็นทรงรีเป็นรูปทรงที่ช่างเจียระไนเพชรต้องใช้ฝีมือและความประณีตเป็นพิเศษในการเจียระไน มีความหมายสื่อถึงความฉลาด การมีสติปัญญา ความเชื่อมั่นและความกล้าหาญ เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ที่มีความเป็นผู้นำหรือหัวหน้าการงานต่าง ๆ 3. เพชรทรงไข่ หรือ Oval Shape เป็นอีกรูปทรงที่ได้รับความนิยมเนื่องจากมีหน้าเพชรที่กว้างเช่นเดียวกับเพชรทรงกลม มีความหมายถึงความอ่อนหวานสวยงาม ศิลปะ ความคลาสสิคที่ผสานกับความทันสมัย จึงเหมาะกับบุคคลในทุก ๆ กลุ่มคนที่แสดงถึงการมีความเป็นสากล 4. เพชรทรงหยดน้ำ หรือ Pear Shape เป็นรูปทรงเพชรจากธรรมชาติ จึงให้ความหมายของผู้เป็นเจ้าของว่าเป็นคนรักอิสระ รักและสนใจธรรมชาติ มีความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูง…

Details

ความลับของทองไมครอน ทองแท้หรือทองปลอม

มาทำความรู้จักทองไมครอนกัน คนมักจะสับสนกันระหว่างทองปลอม ทองไมครอน และ ทองโคลนนิ่งนั้นก็เพราะทองทั้ง 3 ชนิดนี้คือทองชนิดเดียวกัน แต่เป็นเพราะชื่อทองปลอมจะฟังดูไม่ดีเท่าไหร่จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ฟังดูดี แล้วแต่ร้านนั้นๆว่าจะเรียกว่าอย่างไร แต่เจตนาในการผลิตนั้นก็ไม่ได้ผลิตมาเพื่อหลอกขายแต่อย่างใด ทองทั้ง 3 ชนิดนั้นถูกผลิตขึ้นด้วยวัสดุเลียนแบบอื่นๆเพื่อทดแทนทองคำแท้ที่มีราคาแพง ทองไมครอน คือ กระบวนการชุบทองคำแท้เคลือบบนผิวของตัวเรือนเท่านั้น ทำให้พื้นผิวของตัวเรือนมีสีทองเหมือนทองคำแท้ เครื่องประดับส่วนมากที่ชุบทองไมครอน ตัวเรือนเครื่องประดับไม่ได้ทำจากทองคำแท้ ส่วนใหญ่จะใช้โลหะ ทองเหลือง ดีบุก ตะกั่ว อื่นๆซึ่งมีราคาถูกมาเคลือบผิวทองให้หนาและขายราคาสูง เพื่อหวังผลทางการตลาด แม้ผู้ประกอบการบางรายจะให้ข้อมูลตรงไปตรงมา แต่ก็มีบางรายที่ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นทองคำแท้ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทอง 1 micron 2 micron หรือ 3 micron หรือ 5 micron เมื่อเวลาผ่านไปทองไมครอนจะค่อย ๆ มีสี และสภาพหมองลงไปเรื่อย ๆ โดยความทนทานก็ขึ้นอยู่กับความหนาของทองคำที่ใช้ในการชุบเคลือบ ซึ่งความหนาของทองคำในการชุบ เราจะมีหน่วยเรียกว่า ไมครอน ยิ่งค่าไมครอนสูงความทนทานก็จะสูง อายุการใช้งานก็จะนานตามไปด้วย แต่ถ้าหากมีค่าไมครอนต่ำ แสดงว่าผิวทองที่ชุบมีความบาง ทำให้มีอายุของการใช้งานสั้นลง สีหมองคล้ำดำ อาจจะหลุดลอกออกไปได้ง่าย ติดตามผิวหนังเวลาสวมใส่ได้ ทำไมทองไมครอนถึงได้ชื่อว่าทองไมครอนนั้น ก็เป็นเพราะว่า ไมครอนคือหน่วยวัดความหนาโดย 1 ไมครอนนั้นเท่ากับ  เมตรหรือเท่ากับ  มิลลิเมตร ช่างทองนั้นจะใช้หน่วยนี้ในการวัดความหนาของทองที่จะใช้ในการชุบ ไม่เพียงแต่ทองไมครอนเท่านั้นแต่เครื่องประดับที่ต้องใช้การชุบอื่นๆ เช่น การชุบนาค การชุบเงิน การชุบโรเดียม ก็ใช้หน่วยนี้ในการวัดความหนาของการชุบเช่นเดียวกัน มีตั้งแต่ 1ไมครอนไปจนถึง 5 ไมครอน จุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่แตกต่างกันของทองโคลนนิ่งกับทองไมครอน เพราะทองไมครอนจะระบุไว้ชัดเจนว่าชุบด้วยทองความหนากี่ไมครอนแต่ทองโคลนนิ่งนั้นจะไม่ได้ระบุเอาไว้ ยิ่งชุบหนาเท่าไหร่ก็จะให้ความเหมือนมากเท่านั้น …

Details