เพราะอะไร เครื่องประดับไร้หนามจึงเป็นที่ต้องการของชนชั้นสูงและเซเลบริตี้ในต่างประเทศ!

ทราบหรือไม่? การฝังอัญมณีลงบนเครื่องประดับมีหลากหลายเทคนิค แต่เทคนิคที่ได้รับการยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดว่าเป็นวิธีที่ต้องใช้ประสบการณ์และระยะเวลาค่อนข้างสูง ก็คือ การฝังไร้หนาม ซึ่งเป็นวิธีที่ผ่านการคิดค้นและจดลิขสิทธิ์เมื่อประมาณปีค.ศ. 1933 โดย Van Cleef & Arpels . #การทำเครื่องประดับไร้หนามคืออะไร เครื่องประดับแบบฝังไร้หนามนี้ หากจะอธิบายโดยง่ายแล้วก็คือ การเรียงอัญมณีโดยไม่มีโลหะมาแทรกที่บริเวณผิวหน้า แต่จะมีวัสดุเหมือนโลหะ เช่น เงิน ฯลฯ เพียงแค่บริเวณขอบนอก ทำให้อัญมณีเม็ดเล็กๆ มีความโดดเด่นออกมาจากตัวเรือนเครื่องประดับราวกับว่า อัญมณีเหล่านั้นมีขนาดใหญ่มากขึ้น โดยเป็นการพรางตาจากเม็ดเล็กๆ ที่ถูกเรียงกัน . #การทำเครื่องประดับไร้หนามยากไหม? อย่างที่เราได้บอกไปแล้วตั้งแต่ช่วงตอนเกริ่นว่า การทำเครื่องประดับไร้หนาม จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์และระยะเวลาค่อนข้างสูง แสดงว่า การทำเครื่องประดับอัญมณีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตั้งแต่… – การคัดอัญมณี จำเป็นที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญในการคัดเป็นพิเศษ เพราะจะต้องมีคุณสมบัติและสีที่ใกล้เคียงกัน เพื่อนำมาเรียงแล้วดูสวยเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน – การเจียระไน อาจทำได้หลายแบบ เช่น Step cut หรือ French cut ฯลฯ แต่หลักสำคัญคือ จำเป็นจะต้องมีความแม่นยำ เพื่อให้ขนาดและรูปทรงของแต่ละเม็ดเหมือนกัน ด้วยความที่ขั้นตอนมักจะละเอียดเป็นพิเศษ จึงอาจจะทำให้ไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางเท่าไหร่นัก เพราะจำเป็นต้องผ่านกระบวนการโดยฝีมือของช่างมากประสบการณ์ ทำให้ #เครื่องประดับไร้หนามมักจะมีเพียงชิ้นเดียวในโลก และหามาครอบครองได้ค่อนข้างยาก . #ข้อดีของเครื่องประดับไร้หนาม 1)…

แนะวิธีเซอร์ไพรส์แฟนอย่างไรให้ได้ใจไปเต็มๆ

คบกันมาตั้งนานอยากหาไอเดียเซอร์ไพรส์แฟนดีๆ ให้ได้ใจแฟนไปแบบเต็มๆ ต้องทำยังไง? เพราะการได้ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันพร้อมสร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเซอร์ไพรส์ก็อาจช่วยต่อเติมความรักของคุณให้ก้าวเดินร่วมกันไปได้อีกไกล โพสต์นี้จึงขอแนะวิธีเซอร์ไพรส์แฟนที่น่าสนใจมาบอกต่อให้ทุกคนได้ไปลองกัน! 1) จดวันสำคัญ เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะงั้นอย่าลืมที่จะเริ่มตั้งแต่ดูวันสำคัญระหว่างคุณและคนรักว่ามีวันสำคัญอะไรบ้าง พร้อมวางแผนว่าเหลือเวลาอีกกี่วันในการเตรียมตัวก่อนถึงวันนั้น และวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เผื่อนำมาใช้ในการพูดถึงหรือเตรียมสิ่งที่เกี่ยวข้อง . 2) ทำสิ่งธรรมดาให้พิเศษด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องทำอะไรให้อลังการ เพราะสิ่งธรรมดาที่ปกติคุณไม่เคยทำ แต่อยู่ๆ ลุกขึ้นมาทำก็ถือว่าพิเศษมากๆ สำหรับอีกฝ่ายแล้ว เช่น ดูแลงานบ้าน ทำอาหาร นวดให้อีกฝ่าย ฯลฯ หรืออาจจะลงมือทำงานฝีมืออย่างการ์ด ของขวัญ หรืออะไรน่ารักๆ ที่แสดงถึงความรักที่มีระหว่างกันก็จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกพิเศษทุกครั้งที่เห็นของชิ้นนั้น . 3) จัดบรรยากาศพิเศษ ไม่ว่า เซอร์ไพรส์ที่คุณจะจัดขึ้นจะอยู่ในหรือนอกสถานที่ คุณอาจจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าซักเล็กน้อย เพราะต้องเตรียมทั้งสถานที่และของที่จะนำมาตกแต่ง ถ้าเป็นนอกสถานที่อาจจะเป็นร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ฟินทั้งอาหารและบรรยากาศกันไป แต่ถ้าจัดในสถานที่อาจจะต้องเตรียมการเล็กน้อยช่วงที่อีกฝ่ายไม่อยู่ อาจจะเตรียมของง่ายๆ อย่างลูกโป่งสีหวาน ไฟกระพริบพร้อมติดรูปที่เคยถ่ายด้วยกัน ฯลฯ  . 4) ซื้อของขวัญให้ ปกติแล้ว ถ้าเป็นแฟนกันย่อมรู้ว่า ช่วงนั้นอีกฝ่ายกำลังอยากได้อะไร (ถ้าไม่มั่นใจก็อาจจะลองแกล้งถามดู) เราก็อาจจะไปตามหาซื้อแล้วเก็บไว้เซอร์ไพรส์ในวันนั้นอีกฝ่ายจะต้องดีใจอย่างแน่นอน หรือถ้านึกไม่ออกก็อาจจะให้เป็นของแทนใจอย่าง กระเป๋าตังค์…

เบื้องหลัง…กว่าจะมาเป็นแหวน 1 วง

หลังจากที่บอกต่อเคล็ดลับความรู้มากมาย วันนี้เรามีเรื่องราวที่อยากจะมาบอกเล่าให้ท่านได้ฟังและเข้าใจกันว่า กว่าจะมาเป็นแหวนประดับอัญมณีของ AVALON Jewelry 1 วง ต้องผ่านขั้นตอนและเวลามากขนาดไหน? เริ่มแรก #กระบวนการทางความคิด Avalon มีความตั้งใจที่ให้เครื่องประดับทุกชิ้นขิงทางแบรนด์มีความล้ำค่า สมกับฐานะและความไว้วางใจของผู้ครอบครองจึงตั้งใจที่จะผลิตเพียงชิ้นเดียว เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า สิ่งที่ท่านจะครอบครองมีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร โดยในส่วนของแรงบันดาลใจ มีการผสมผสานจากความเชื่อและความงามจากธรรมชาติมารวมอยู่ด้วยกัน การดีไซน์ส่วนใหญ่จึงมักมีแรงบันดาลใจมาจากพืชพรรณธรรมชาติ และสัตว์น้อย-ใหญ่ ฯลฯ เริ่มด้วยการวาดร่างลงบนกระดาษและออกแบบออกมาเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้นผ่านคอมพิวเตอร์ . #ทำต้นแบบ จากนั้น เมื่อได้แบบเรียบร้อยแล้ว ก็มาต่อที่ขั้นตอนทำต้นแบบให้ออกมาเป็นรูปร่าง โดยเลือกใช้วิธีการตามความถนัด อย่างการขึ้นแบบด้วยการแกะสลักเทียน ดินน้ำมัน โลหะเป็นแหวนเกลี้ยง หรือเครื่องมือทำโมเดล 3 มิติ ก็จะได้ต้นแบบออกมาพิจารณาและเป็นแบบในการผลิตต่อไป . #การผลิต หลังจากที่ได้ต้นแบบแล้ว ก็จะเริ่มต้นผลิตด้วยมือและแรงของคนให้เป็นแม่พิมพ์และชิ้นงานจริงต่อไป วัสดุที่นำมาใช้จะถูกคัดสรรเป็นอย่างดีเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน อย่างแหวนเงินแท้ ก็จะมีใบเซอร์การันตีว่า มีความเข้มข้นของเงิน 92.5% อยู่ในระดับที่สากลรับรอง หลังจากที่ได้มีการผลิตออกมาแล้วก็จะต้องมีการตรวจเช็คความเรียบร้อยของชิ้นงาน หากมีตำหนิใดๆ จะต้องรีบแก้ไข เช่น พื้นผิวไม่เรียบร้อยก็ต้องส่งไปขัดผิวชิ้นงานให้เนี๊ยบเป๊ะ และทำเป็นช่องว่างเล็กๆ สำหรับเตรียมติดอัญมณีต่อไป . #คัดเลือกและฝังอัญมณี ขั้นตอนสำคัญที่จำเป็นจะต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเป็นคนลงมือ เพื่อให้เครื่องประดับออกมาสวยสมบูรณ์แบบ ก็คือการคัดเลือกอัญมณีที่เหมาะสมและมีความสวยงาม คุณภาพดี จากนั้นจึงนำไปฝังไว้บนเครื่องประดับชิ้นนั้นด้วยความประณีต เพราะถ้าไม่เชี่ยวชาญหรือทำงานด้วยความปราณีตพอ อัญมณีอาจเสียหายระหว่างติดไปแบบฟรีๆ เมื่อติดเรียบร้อยแล้วจึงเก็บงานด้วยการชุบ…

เช็คเพชรแท้ด้วย 4C

              เพชรเป็นสุดยอดอัญมณีบนเครื่องประดับ เครื่องประดับเพชรมีความโดดเด่นสวยงามและมีราคาสูงยิ่งกว่าเครื่องประดับชนิดอื่น   แต่การเลือกซื้อเพชรน้ำดีสักเม็ดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีสามารถสังเคราะห์เพชรได้เหมือนเพชรจากธรรมชาติ หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็ยากที่จะแยกแยะและเลือกเพชรได้คุ้มค่ากับราคา ตัวช่วยหนึ่งสำหรับผู้ที่จะเลือกซื้อเพชรก็คือใบเซอร์ติฟิเคทที่จะออกเกี่ยวกับรายละเอียดของเพชรแต่ละเม็ดถือเป็นใบเกิดแสดงรูปพรรณ ใบเซอร์ติฟิเคทเพชร               ใบเซอร์ติฟิเคทเพชร หรือก็คือใบรับรองของเพชร หลักๆ แล้วจะมีการออกจากสองสถาบันคือ GIA และ HRD โดยในใบรับรองจะมีรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ของเพชร เช่น 4คุณภาพหลักของเพชร(4Cs) หมายเลขเพชร รูปทรง ฟลูออเรสเซนซ์ และอื่น ๆ โดยการเลือกเพชรก็จะเลือกเปรียบเทียบจากข้อมูลคุณสมบัติเหล่านี้นี่เอง 4 คุณภาพหลักของเพชร 4 คุณภาพหลักของเพชรหรือที่เรียกกันว่า 4Cs เป็นปัจจัยหลักๆ ที่เราต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับเพชรที่เราจะซื้อ โดยทั้ง4คุณภาพก็คือ กะรัต (Carat), สี (Color), ความสะอาด (Clarity), และการเจียระไน (Cut) กะรัต(Carat)               กะรัตคือมาตรวัดน้ำหนักของเพชร และเป็นตัวบ่งบอกด้วยว่าเพชรเม็ดนั้น ๆ มีขนาดใหญ่แค่ไหน โดย1กะรัตมีน้ำหนักเท่ากับ0.2กรัม ยิ่งเพชรมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งหายากมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเพชรขนาด1กะรัตจึงมีราคาต่อกะรัตสูงกว่าเพชรครึ่งกะรัตสองเม็ดที่มีคุณภาพอื่น ๆ เหมือนกัน น้ำหนักกะรัตนี้เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มองด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนที่สุด ฟังดูแล้วอาจจะมองได้ว่ากะรัตเป็นปัจจัยหลักต่อราคาของเพชร แต่จริง ๆ แล้วคุณภาพสีและความสะอาดก็มีผลไม่แพ้กันเลย สี(Color)               เพชรทุกเม็ดอาจจะดูเหมือนไร้สี แต่จริง ๆแล้วเพชรมีหลากหลายสีต่างกันไป โดยเพชรที่ไร้สีนั้นหายากที่สุดจึงมีมูลค่าสูงที่สุดด้วย เพชรที่คุณภาพสีต่ำกว่ามาอาจจะมีสีน้ำตาลหรือเหลืองได้ เฉดสีที่ต่างกันไปเพียงเล็กน้อยนี้เองทำให้มูลค่าของเพชรต่างกันได้อย่างมหาศาล ตามมาตรฐานของGIA จะมีสเกลเทียบสีของเพชรเรียกว่า D-to-Z เป็นการไล่ตามตัวอักษรแทนสีของเพชร โดย D-F คือเพชรไร้สี(colorless) G-J คือเพชรเกือบไร้สี(near colorless)…

ทำไมต้องเผาพลอย?

         พลอยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติที่อยู่ใต้พื้นผิวโลกแล้วถูกขุดขึ้นมาให้เราได้นำมาใช้ประดับตกแต่งกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนอาจจะยังมีความสับสนสงสัยกันอยู่บ้างว่า ในความเป็นจริงแล้วพลอยดิบและพลอยเผามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และควรที่จะเลือกซื้อพลอยดิบหรือพลอยเผาดีกว่ากัน วันนี้AVALON ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับในเรื่องของพลอยดิบและพลอยเผามาให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทำความเข้าใจให้คลายข้อสงสัยกันมากยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องอัญมณีมาก่อน เรื่องของพลอยเผา          การเผาพลอยจัดเป็นการปรับปรุงคุณภาพของพลอยรูปแบบหนึ่ง ซึ่งการเผาพลอยสามารถทำได้ทั้งในพลอยเนื้ออ่อนและพลอยเนื้อแข็ง ซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วกับคำว่า พลอยดิบ พลอยสด เผาเก่า เผาใหม่ โดยคำเหล่านี้ในท้องตลาดจะหมายถึงการเผาในพลอยเนื้อแข็ง ซึ่งพลอยเนื้อแข็งหมายถึงพลอยตระกูลคอรันดัม (Corundum) ได้แก่ ทับทิม (Ruby) และแซปไฟร์ (Sapphire) ทำไมต้องเผาพลอย          พลอยที่ไม่ได้ผ่านการเผามาเรียกว่า พลอยสดหรือพลอยดิบ และโดยทั่วไปราคาพลอยสดจะมีราคาที่สูงกว่าพลอยเผา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพลอยเผาจะมีคุณภาพที่ไม่ดี การเผาพลอยทับทิมและแซปไฟร์นี้จะได้รับการยอมรับกันทั่วโลก เพียงแต่ว่าการซื้อขายพลอยกันก็ควรที่จะเปิดเผยว่าเป็นพลอยสดหรือเผาแบบใดมาก่อนให้แก่ผู้ที่สนใจเลือกซื้อ          การปรับปรุงคุณภาพพลอยโดยการใช้ความร้อนให้ผลลัพธ์สีพลอยที่คงสภาพถาวร  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังมีคุณสมบัติความแข็งแรง ความคงทนดั่งธรรมชาติทุกประการ ดังนั้นการใช้งานและดูแลรักษาพลอยที่ผ่านการเผาจึงให้รักษาเหมือนพลอยธรรมชาติทุกประการ คือ ควรเก็บแยกเม็ดไม่รวมในห่อเดียวกัน เพื่อป้องกันการบิ่น หรือขูดขีดเป็นรอย และทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาล้างเครื่องประดับหรือสบู่เหลวอ่อน ๆ ผสมน้ำ          หากกล่าวโดยสรุปแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการปรับปรุงคุณภาพพลอยด้วยการเผาในประเด็นหลัก ๆ เลย ก็คือ ตำหนิภายในพลอย ยกตัวอย่างเช่น ผลึกแร่และตำหนิเส้นเข็มในพลอย เมื่อถูกความร้อนจะเปลี่ยนสภาพไป ผลึกจะขุ่นขึ้นหรือมีรอยแตกร้าวรอบผลึก และตำหนิเส้นเข็มจากที่เคยเป็นเส้น ก็จะกลายเป็นจุด ๆ หรือเส้นไข่ปลา เป็นต้น ซึ่งการแยกพลอยดิบและพลอยเผานั้นต้องใช้ประสบการณ์อย่างมากในการพิจารณา ทั้งนี้ ถ้าจะซื้อพลอยดิบหรือพลอยเผา ควรเลือกซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ หรือเลือกซื้อพลอยที่มีใบรับรองจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับจะปลอดภัยกว่า          สุดท้ายแล้วการเลือกพลอยเผาเก่า พลอยเผาใหม่…

พลอยเผาเก่า หรือ เผาใหม่ แบบไหนดีกว่ากัน?

         พลอยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติที่อยู่ใต้พื้นผิวโลกแล้วถูกขุดขึ้นมาให้เราได้นำมาใช้ประดับตกแต่งกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนอาจจะยังมีความสับสนสงสัยกันอยู่บ้างว่า ในความเป็นจริงแล้วพลอยดิบและพลอยเผามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และควรที่จะเลือกซื้อพลอยดิบหรือพลอยเผาดีกว่ากัน วันนี้AVALON ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับในเรื่องของพลอยดิบและพลอยเผามาให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทำความเข้าใจให้คลายข้อสงสัยกันมากยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องอัญมณีมาก่อน พลอยดิบ (Unheated Gems)          เป็นพลอยที่มีคุณภาพดีที่ได้จากการขุดขึ้นมาจากธรรมชาติและจะสามารถนำไปเจียระไนได้อย่างทันที โดยที่ไม่ต้องผ่านขบวนการปรับปรุงคุณภาพพลอยใด ๆ เลย พลอยดิบนั้นจะต้องเป็นอัญมณีที่สีสวยงาม มีคุณสมบัติครบทุกด้าน ปราศจากมลทินหรือรอยแตกร้าวในเนื้อพลอย จัดเป็นพลอยสวย  รูปร่างดี  มีความใสสะอาดตั้งแต่ระดับสีของพลอย หรืออาจกล่าวได้ว่ามีความสวยมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งจะส่งผลให้เมื่อนำพลอยไปเจียระไนจนเสร็จ จะเกิดประกายไฟเต็มเม็ดพลอยอย่างสวยงาม พลอยดิบจะมีราคาสูงเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องจากหายากที่สุด ในธรรมชาติจะพบพลอยดิบได้ในปริมาณน้อยมาก พลอยเผา (Heated Gems)          เป็นพลอยที่ถูกปรับปรุงคุณภาพด้วยการผ่านความร้อนเพื่อให้มูลค่าราคาสูงขึ้น ซึ่งคำว่าพลอยเผานี้มีความหมายเป็นกลาง ๆ ที่ครอบคลุมเอากรรมวิธีการเผาพลอยทุกแบบทุกชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นแล้วเราจะต้องค้นคว้าสืบค้นต่อไปอีกว่าพลอยนั้นเป็นพลอยจากการเผาด้วยลักษณะใด เพราะการใช้ความร้อนในการปรับปรุงพลอยมีหลายกรรมวิธีแตกต่างกันออกไปและในแต่ละกรรมวิธีนั้นล้วนมีผลต่อการกำหนดราคาที่แตกต่างกันทั้งสิ้น ดังต่อไปนี้ พลอยเผาแบบธรรมดา (Common Heat Treatment)           คือ การนำพลอยไปอบหรือเผาด้วยความร้อนเพียงอย่างเดียวเพื่อจุดประสงค์ที่จะปรับปรุงสีให้ดีขึ้น เร่งพัฒนาการของสี และเพื่อปรับพลอยให้มีความใสสะอาดมากขึ้น เป็นกรรมวิธีแก้ไขปรับปรุงตำแหน่งสีในพลอยที่เราต้องการโดยใช้ความร้อนเป็นตัวช่วย ซึ่งเป็นการเลียนแบบพัฒนาการของพลอยตามธรรมชาติ โดยในสมัยก่อนกระบวนการเผาพลอยจะไม่ใช้น้ำยาหรือสารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น จะใช้เพียงแค่ความร้อนในการเผาเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้มีการปรับใช้ทักษะอื่นเพิ่มเติม เผาอ๊อกซ์หรือเผาเก่า (Oxy-healing/welded heating)            คือ การปรับคุณภาพสีพลอยและความใสในพลอยด้วยความร้อน แต่ถ้าหากว่าพลอยที่นำมาปรับคุณภาพนั้นเป็นพลอยที่มีตำหนิรอยราวตื้น ๆ ที่ผิวพลอย ถ้าโดนความร้อนไปนาน ๆ อาจขยายตัวทำให้พลอยแตก  จึงมีการผสมน้ำประสานทองเพื่อคุมรอยร้าวเหล่านี้ไม่ให้ขยายตัวต่อไป           เทคนิคนี้ใช้ในการปรับปรุงทับทิมไทยที่มีรอยร้าว เรียกว่า แดงลายไทย  และเนื่องจากการเผาพลอยแบบนี้เป็นการเผาแบบใช้สารเคมีเป็นครั้งแรก และยังได้ใช้ต่อเนื่องกันมาอย่างช้านานจนกระทั่งถึงในปัจจุบัน เลยมีชื่อเรียกกันอย่างเฉพาะว่า “สูตรเผาเก่า”           ส่วนพลอยที่ปรับปรุงด้วยการเผาอ็อกซ์มีสีพลอยที่สวยงามอย่างพลอยธรรมชาติทุกประการ สามารถนำไปทำเครื่องประดับทั่วไปที่ใช้งานได้ดี นั่นก็เพราะว่ารอยร้าวถูกเชื่อมผสานไปเรียบร้อยแล้ว การเผาพลอยวิธีนี้จึงได้การยอมรับจากวงการค้าอัญมณีทั่วโลก พลอยซ่านสีหรือพลอยดิฟฟิว (Diffuse)           เป็นการเอาสีจากแหล่งภายนอกมาทำให้แพร่หรือกระจายเข้าสู่ตัวพลอยโดยการใช้ความร้อนเป็นตัวช่วย การแทรกตัวของสีเข้าไปในตัวพลอยทำได้เพียงระดับตื้น…

พลอยเนื้ออ่อน ถูกกว่า พลอยเนื้อแข็ง จริงหรือ?

            การจำแนกประเภทของพลอยนั้นสามารถจำแนกได้กี่ประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนก ซึ่งเกณฑ์ที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมคือการใช้ความแข็งในการจำแนก จะสามารถจำแนกได้ 2 ประเภท นั่นก็คือ พลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อน หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับชื่อนี้มาบ้างแล้ว แต่ถ้าหากพูดถึงพลอยเนื้ออ่อนแล้ว หลายๆคนมักจะเข้าใจผิดว่า พลอยเนื้ออ่อนคือพลอยปลอมและพลอยแท้ต้องเนื้อแข็งเท่านั้น การที่เรียกพลอยเนื้ออ่อนนี้ ไม่ได้หมายความว่าเนื้อพลอยนั้นอ่อนยวบหรือเปราะบาง เพียงแต่การจำแนกตามความแข็งนั้นใช้เกณฑ์ของโมหส์(Moh’s Scale)ซึ่งคิดค้นโดยเฟรดริซ โมหส์(Fredrich Mohs) โดยแร่ที่มีความแข็งมากที่สุดจะมีค่าความแข็งเท่ากับ 10 และแร่ที่มีความแข็งน้อยที่สุดจะมีค่าความแข็งเท่ากับ 1 ซึ่งการจำแนกประเภทพลอยนั้นก็ใช้เกณฑ์นี้เช่นกัน แร่ที่มีความแข็งมากที่สุดมีค่าความแข็งเท่ากับ10 คือเพชร เพราะคุณสมบัติบางอย่างที่แตกต่างจากพลอยชนิดอื่นมากไม่ว่าจะเป็นความงดงามหรือความหายากจึงทำให้เพชรไม่ถูกจัดเป็นพลอยเนื้อแข็งหรือพลอยชนิดอื่นๆ ส่วนพลอยเนื้อแข็ง คือ แร่ที่มีค่าความแข็งเท่ากับ 9 คือ กลุ่มแร่คอรันดัม(Corundum) ถ้ามีสีแดงจะเรียกว่าทับทิมหรือRuby นอกจากนั้นจะเรียกว่าแซฟไฟร์(Sapphire) ซึ่งในประเทศไทยแซฟไฟร์ก็จะมีชื่อเฉพาะแล้วแต่สีอีก เช่น Blue sapphire คือ ไพลิน Yellow Sapphire คือ บุษราคัม Green Sapphire คือ เขียวส่อง เป็นต้น ส่วนแร่อื่นๆนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นจะถูกจัดเป็นพลอยเนื้ออ่อนทั้งหมด แต่ถ้าจะให้พูดอย่างเป็นทางการพลอยเนื้ออ่อนก็คือแร่ที่มีความแข็งน้อยกว่า 9 และส่วนใหญ่มักมีค่าความแข็งมากกว่า 5 เช่น โทพาซ(Topaz) อเมทิสต์(Amethyst) มรกต(Emerald) เป็นต้น หากมีค่าความแข็งน้อยกว่านั้นจะไม่จัดเป็นพลอย เพราะ ขาดคุณสมบัติทั่วไปของอัญมณี ได้แก่ สวยงาม หายาก และ มีความแข็ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับการนำมาทำเป็นเครื่องประดับอย่างมาก             นอกจากค่าความแข็งจะใช้ในการจัดประเภทพลอยแล้ว ค่าความแข็งยังสามารถบอกได้ว่าเราควรจัดเก็บเครื่องประดับของเราอย่างไร เพราะอัญมณีที่มีค่าความแข็งมากกว่าจะทำให้อัญมณีที่มีค่าความแข็งน้อยกว่าเกิดรอยขีดข่วนได้ เช่น ถ้าเราเก็บโกเมน(ค่าความแข็งเท่ากับ 6.5-7.5)ไว้กับมรกต(ค่าความแข็งเท่ากับ 7.5-8.0) โกเมนจะเสียหายได้เพราะมีค่าความแข็งน้อยกว่า ส่วนเรื่องของราคา หากไม่นับเพชรซึ่งมีความสวยงาม…

เหตุผลที่ Star Sapphire เป็นพลอยแห่งปาฏิหาริย์

           พลอยสาแหรก หรือ พลอยดาว (star sapphires) คือ พลอยที่เมื่อถูกแสงแล้วจะเห็นลักษณะเป็นสายกระจายออกจากกึ่งกลาง 6 แฉกคล้ายดาวหรือสาแหรกที่คนในสมัยก่อนใช้หาบข้าวของออกเร่ค้าขายลักษณะเหล่านี้เรียกว่า Asterism มาจากภาษละตินแปลว่าดาว ลักษณะนี้พบได้เฉพาะในพลอยตระกูลคอรันดัมเท่านั้น อันได้แก่ ทับทิม(Ruby) ไพลิน(Blue Sapphire) เขียวส่อง(Green Sapphires) เป็นต้น เกิดจากการสะสมผลึกเล็กๆของแร่รูไทล์ที่มีความสามารถในการสะท้อนแสงให้พื้นผิวดูมันวาว ซึ่งพลอยสาแหรกที่ดีนั้นเมื่อมองจากด้านบนจุดกึ่งกลางของสาแหรกควรตรงกับจุดกึ่งกลางของพลอยเช่นกัน สายที่แตกแขนงออกไปก็ควรมีความยาวเท่ากันทุกสาย และแต่ละสายต้องสว่างและคมชัด ไม่พร่ามัว เบลอหรือเลือนราง เมื่อส่องกับไฟควรเห็นเป็นสายตรงต่อเนื่องไม่ขาดช่วงหรือเบนเปลี่ยนทิศไป             รูปแบบในการเจียระไนพลอยสาแหรกนั้นสำคัญมากถึงขั้นสามารถกำหนดคุณค่าของพลอยได้เลย เพื่อส่งเสริมลักษณะเด่นของตัวพลอยจึงนิยมเจียระไนเป็นรูปโค้งหลังเต่า หรือ หลังเบี้ย(Cabochon) เพราะพลอยตระกูลคอรันดัมนี้มีการเรียงตัวผลึกแบบหกเหลี่ยม (Hexagonal) ดังนั้นการเจียระไนแบบโค้งมนและลบเหลี่ยมออกอย่างทรงโค้งหลังเต่า หรือ หลังเบี้ยนั้นจะทำให้พลอยสาแหรกแสดงลักษณะที่เป็นสายได้ต่อเนื่องไม่ขาดช่วงทั้งเม็ดและการเจียระไนที่ดีจะต้องกะให้ตัวดาวอยู่กึ่งกลางพลอยจุดที่นูนที่สุด (Crown) พอดี การเจียระไนแบบหลังเบี้ยนับเป็นการเจียระไนแบบแรกของโลก จะนิยมเจียระไนทรงนี้กับพลอยที่คุณภาพต่ำ มีตำหนิหรือขุ่นมัวมาก เมื่อมันพลอยมาขัดผิวพลอยให้มันวาวและได้ทรงแล้วก็จะสวยงามมากขึ้น ส่วนการเจียระไนเป็นรูปทรงที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยมจะทำให้แสงหักเหลำแสงของสายบนพลอยสาแหรกออกทำให้สายที่ได้มีลักษณะเบนออกไม่ตรงกันทั้งสายไม่งดงามเท่าแบบหลังเบี้ย อีกทั้งยังเป็นการลดคุณค่าและราคาของพลอยอีกด้วยเพราะยิ่งเจียระไนเหลี่ยมออกจะยิ่งลดขนาดตัวพลอยไปอีก จะสังเกตได้ว่าพลอยที่มีลักษณะพิเศษเช่นมีดาวหรือมีตาแมวอยู่บนพลอยมักจะนิยมนำมาเจียระไนแบบหลังเบี้ยมากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าการเจียระไนแบบเหลี่ยมจะลดคุณค่าของพลอยทุกประเภทเสมอไป การเจียระไนแต่ละแบบก็เหมาะกับอัญมณีคนละแบบกันโดยยึดหลักการที่ว่าต้องรักษาเนื้อพลอยให้มากที่สุดและยังคงความสวยงามไว้ เช่น การเจียระไนแบบเหลี่ยมขั้น (Step cut) จะนิยมเจียระไนทรงนี้กับมรกตจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่าทรงเหลี่ยมมรกต (Emerald cut) อีกทรงคือแบบเหลี่ยมเกสร(Brilliant cut)ที่จะนิยมในการเจียระไนกับทับทิมและแซฟไฟร์ขนาด 1 กะรัตเพราะจะช่วยสะท้อนและหักเหสีของตัวพลอยออกมาให้ดูสวยอิ่มและสดใส หรือจะใช้วิธีเพิ่มคุณค่าให้กับพลอยสาแหรกวิธีอื่นอีกก็ย่อมได้ เช่น การเผาพลอย จะช่วยให้พลอยมีสีสันชัดเจนและสดใสขึ้นแต่ต้องใช้อุณหภูมิที่พอเหมาะและใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากเพื่อไม่ให้เผาไหม้แร่รูไทล์ที่ทำให้เกิดดาวนั้นหมดไป             แซฟไฟร์บางชนิดก็มีราคาสูงอยู่แล้ว เช่น ทับทิมและไพลิน แต่บางชนิดก็ไม่ได้มีราคาสูงมากเท่าที่ควรเรียกได้ว่าต่างกันลิบลับ แต่เมื่อแซฟไฟร์นั้นพบว่าเป็นพลอยสาแหรกหรือกล่าวคือเมื่อส่องกับแสงแล้วมีดาว6แฉกอยู่ภายในราคาจะสูงขึ้นมาทันทีเพราะพลอยสาแหรกนั้นหายากมาก แม้การเจียระไนเป็นรูปโค้งหลังเต่า…

คำเตือน! สาวๆที่รักแฟชั่นต้องระวัง เครื่องประดับนิกเกิลอันตรายถึงชีวิต

ผู้หญิงในยุคปัจจุบันนี้สามารถหาเครื่องประดับต่าง ๆ มาแต่งเติมให้ตนเองดูดี สวยงามและเป็นที่สะดุดตาใครต่อใครเพราะเชื่อกันว่า เครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ ตุ้มหู แหวน กำไลข้อมือ นาฬิกา หัวเข็มขัด เป็นอีกสิ่งที่สะท้อนตัวตน สไตล์และแฟชั่นของในแต่ละบุคคล อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่สวมใส่เครื่องประดับเกิดความรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่ถ้าหากมองข้ามสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเราจากสารต่าง ๆ ที่ปะปนมากับเครื่องประดับที่ซื้อมาสวมใส่ประดับตกแต่งร่างกายกัน ก็อาจก่อให้เกิดเป็นผลร้ายต่อตัวเราได้เช่นกัน โดยจากบางครั้งเครื่องประดับต่างๆเหล่านี้จะทำจากโลหะผสมนิกเกิล (Nickel) หรือมีการชุบนิกเกิลเพื่อกันสนิมหรือทำให้ผิวแวววาว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังที่สัมผัสกับสารนิกเกิลเกิดโรคภูมิแพ้ผิวหนังจากนิเกิลได้ นิกเกิล (Nickel) เป็นโลหะที่มีความมันวาว สีขาวเงิน มีคุณสมบัติต้านทานการเกิดออกซิเดชั่นที่อุณหภูมิสูงได้ และต้านทานการกัดกร่อนสูง นำไฟฟ้าได้ดี มักนิยมใช้เป็นโลหะชุบเคลือบผิวกันสนิม และยังเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการกัดกร่อน จึงเป็นส่วนผสมที่นิยมใช้ผสมอยู่ในวัตถุดิบในการผลิตโลหะเพื่อเพิ่มความแข็งแรง อีกทั้งยังนิยมนำมาเคลือบชิ้นงานเพื่อให้เกิดความมันแวววาวบนพื้นผิววัตถุอีกด้วย ทั้งนี้เมื่อผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับวัตถุที่มีส่วนผสมของนิกเกิลเป็นเวลานาน ๆ ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนของประเทศไทยหรือมีเหงื่อออกมา สารนิกเกิลนี้จะทำไปเข้าทำปฎิกิริยากับผิวหนังในบริเวณนั้น ๆ และอาจก่อให้เกิดภูมิแพ้จากการสัมผัสเข้ากับนิกเกิลได้ในที่สุด โดยอาการแพ้นี้จะปรากฎขึ้นที่บริเวณผิวสัมผัส ทำให้เกิดผื่น ตุ่ม และอาการระคายเคือง ทั้งยังอาจลุกลามไปตามบริเวณอื่น ๆ ของร่างกายได้อีกด้วยหากไปสัมผัสส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย  ผู้ที่ใส่เครื่องประดับตกแต่งโดยมีนิเกิลเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยอาจเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคภูมิแพ้สารนิเกิล โดยนิเกิลที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในจำพวกเครื่องประดับโลหะเกือบทุกชนิด ยกเว้นทองคำและเงินแท้ จึงเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงในคนที่แพ้ อีกทั้งภาวะโลกร้อนทำให้เกิดการหลั่งเหงื่อมากขึ้น เหงื่อจะเป็นตัวละลายสารนิกเกิลออกมาจากผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ ส่งผลให้คนเราจะมีแนวโน้มเกิดผื่นภูมิแพ้ที่ผิวหนังขึ้นได้กันมาก เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะมีอาการมากขึ้นในหน้าฝนและมีโอกาสที่จะแพ้สารสัมผัส อย่างนิเกิลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่รักแฟชั่น จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงแพ้นิกเกิลได้โดยไม่รู้ตัว  การแพ้นิเกิลเป็นการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสกับโลหะที่มีส่วนผสมของนิกเกิล สามารถพบในผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย ในผู้ชายส่วนใหญ่การแพ้นิเกิลจะพบในการประกอบอาชีพมากกว่า เช่น…